การเปิด-ปิดสาขาธนาคารฯ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่

เพื่อความต่อเนื่องของการให้บริการสาขา และลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายเชื้อไวรัส COVID-19 ระลอกใหม่นั้น ทาง สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิกได้มีมาตรการป้องกันเชื้อไวรัส COVID-19 สำหรับงานบริการสาขา ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.ธนาคารอาจพิจารณาปิดสาขาบางแห่งชั่วคราวสำหรับพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการแพร่ระบาดตามประกาศของจังหวัดหรือรัฐบาล ซึ่งลูกค้ายังคงสามารถใช้บริการที่ตู้ ATM หรือทำธุรกรรมผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ online ได้ตามปกติ ทั้งนี้ลูกค้าสามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาที่ปิดการบริการทาง website ของแต่ละธนาคาร

2.ปรับเวลา ปิดสาขาทั่วประเทศ เริ่มวันที่ 16 เมษายน 2564 นี้

· สาขาในห้าง/สาขาที่เปิดให้บริการ 7 วัน ปิด ไม่เกินเวลา 17:00 น.
· สาขาภายนอกปิด ไม่เกินเวลา 15:30 น.

3.จำกัดช่องให้บริการ และจำกัดจำนวนลูกค้าในสาขา เพื่อเว้นระยะห่างที่เหมาะสม

4.กรณีสาขาใดมีพนักงานหรือลูกค้าติดเชื้อเข้าใช้บริการ

·ให้แต่ละธนาคารปิดเพื่อพ่นฆ่าเชื้อทันที และเปิดทำการเมื่อเสร็จสิ้น

·พนักงานที่สัมผัสใกล้ชิดผู้ป่วย ให้ตรวจเชื้อ/และทำการกักตัวเองในที่พักทันที (Self-Quarantine at Home) ในระยะเวลาตามมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข

·จัดให้มีพนักงานปฎิบัติงานทดแทน ซึ่งเป็นพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องสัมผัสเชื้อ เข้าปฏิบัติหน้าที่แทน

มาตรการดังกล่าวเป็นไปเพื่อความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้าเป็นสำคัญ รวมทั้งเป็นการร่วมมือกับภาครัฐในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ด้วย โดยธนาคารจะกลับมาให้บริการตามปกติโดยเร็วที่สุดเมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง

#โควิด #ปิดสาขา #คนติดเชื้อไวรัส

“พีดีเฮ้าส์” ผู้นำสร้างบ้าน”อนุรักษ์พลังงาน” ชูออกแบบบ้านดูแลกลุ่ม”ผู้สูงอายุ”

นางสาวถิรพร สุวรรณสุต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด (CMO) บริษัท พีดีเฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เจ้าของและผู้บริหารแบรนด์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์ เผยว่า ภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจรับสร้างบ้านปี 2564 นี้ จัดว่ารุนแรงในทุกเซ็กเม้นท์ บริษัทฯ จึงต้องมีการปรับตัวอย่างรอบด้าน พร้อมทั้งวางกลยุทธ์การแข่งขันให้มีความละเอียดและชัดเจนมากขึ้น เพื่อสามารถเจาะเข้าถึงความต้องการและพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมายในยุค นิว นอร์มอล 3 กลุ่มหลัก ๆ ได้แก่

1.กลุ่มอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม
2.กลุ่มดูแลและรักสุขภาพ
และ 3.กลุ่มผู้สูงอายุ

โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ชูกลยุทธ์ สร้างบ้านอนุรักพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่อง อาจเรียกได้ว่า พีดีเฮ้าส์คือ ผู้นำสร้างบ้านอนุรักษ์พลังงาน ยืนยันได้จาก 36 รางวัลที่ได้รับจาก กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา

สำหรับไตรมาส 2 ปีนี้บริษัทฯ จะหันมาเน้นกลยุทธ์การแข่งขันเพิ่มเติมคือ การสร้างบ้านสำหรับคนรักสุขภาพ และบ้านสำหรับผู้สูงอายุ โดยการสร้างบ้านทุกหลังจะทำการติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐาน PD Fresh Airflow เทคโนโลยีการผลิตจากประเทศสวีเดน เพื่อเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ภายในบ้าน ด้วยการทำงานของอุปกรณ์ที่จะดึงอากาศดีหรือออกซิเจน ผ่านระบบกรองอากาศเข้าสู่ภายในบ้าน และถ่ายเทอากาศเสียหรือคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ภายนอก ช่วยลดสภาพอากาศชื้น ลดการเกิดเชื้อรา และป้องกันฝุ่น PM 2.5 โดยเฉพาะในหลาย ๆ จังหวัดของประเทศไทยในปัจจุบัน ที่สภาพอากาศมีฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าเจาะกลุ่มผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ โรคหืดหอบ ผู้ที่ห่วงใยดูแลสุขภาพของตัวเองและครอบครัว

นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นว่าจากสัดส่วนประชากรกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่เพิ่มขึ้น ในปัจจุบันและอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทฯ จึงได้ออกแบบบ้านใหม่ ๆ โดยให้มีฟังชั่นการใช้งานและอุปกรณ์มาตรฐาน ที่สะดวกต่อการใช้งานของผู้สูงวัยและผู้พิการ เริ่มตั้งแต่การออกแบบทางลาดสำหรับรถวีลแชร์ พื้นที่ห้องนอนชั้นล่าง ขนาดและช่องเปิดห้องน้ำ รวมทั้งสุขภัณฑ์และอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

การปรับตัวและกลยุทธ์ที่ใช้แข่งขันคงไม่เพียงพอ หากทำได้แค่การดีไซน์แบบบ้าน และเพิ่มคุณภาพวัสดุหรืออุปกรณ์ที่ใช้ก่อสร้างบ้านเท่านั้น เพราะการสื่อสารและการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างทั่วประเทศ ทั้งแบบออนไลน์และออฟไลน์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ปีนี้บริษัทฯ จึงยังคงใช้กลยุทธ์อำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า ควบคู่กันด้วยการเปิดสาขาในต่างจังหวัด ล่าสุดเตรียมเปิดสาขาใหม่ ศูนย์รับสร้างบ้านพีดีเฮ้าส์สาขาภาคใต้เพิ่มอีก 1 แห่ง ได้แก่ สาขาสุราษฎร์ธานี หลังจากที่เปิด ศูนย์รับสร้างบ้านสาขาพิจิตรและสาขานครนายก ไปแล้วเมื่อไตรมาสแรกที่ผ่านมา

#รับสร้างบ้าน #พีดีเฮ้าส์ #สังคมผู้สูงอายุ

โฟร์พัฒนาฯแก้ปมแรงงานขาดแคลน หันพัฒนา’บ้านโครงสร้างเหล็ก’จับกลุ่มตลาดบน

“ปราโมทย์ ธีรกุล” แจงแผนธุรกิจท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ระบุต้องคิดแบบ Back to the basics เน้นงาน เลี้ยงคนให้อยู่ อัพประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น 20-30% ประหยัด หวังดึงมาร์จิ้นกลับ หลังเจอผู้รับเหมารายย่อยหั่นราคาแย่งลูกค้าไป เผยตัวเลขทั้งเครือปีนี้ ได้แน่กว่า 400 ล้านบาท แต่ไม่เท่ายุครุ่งเรืองกวาดยอดขาย 600 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์ แตกบริษัทใหม่”FOURPATTANA Pro Frame” รุกพัฒนา”บ้านโครงสร้างเหล็ก” รองรับฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ที่อยู่อาศัย รีสอร์ต ต่อเติมอาคารโรงเรียน เผยมีออเดอร์หลายหลัง พร้อมร่วมทุนกับแลนด์ลอร์ดที่ดิน เอาโมเดลบ้านโครงสร้างเหล็กไปต่อยอดโปรเจกต์ได้

นายปราโมทย์ ธีรกุล ประธานกรรมการบริหาร โฟร์พัฒนากรุ๊ป เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวถึงทิศทางธุรกิจจากนี้ว่า ในภาวะปัจจุบัน ช่างก็หายากมาก และบริษัทโฟร์พัฒนา เป็นบริษัทรับสร้างบ้าน ไม่ใช้ผู้รับเหมาช่วง ทำให้เราต้องกลับไป Back to the basics จับงานให้แน่นๆ พอๆ เพื่อเลี้ยงกำลังคนที่มีอยู่ ทั้งที่อยู่ภาคสนาม อยู่ออฟฟิศ ซึ่งปีที่แล้วและปีนี้ หากคนที่ลาออกไปแล้ว ก็ไม่รับเพิ่ม แต่พนักงานที่อยู่ต้องสามารถรับงานเพิ่มขึ้นได้ 20-30% ถึงจะอยู่ได้

คุณไม่เห็นวิกฤต คุณจะไม่เห็นสัจธรรม แต่เมื่อเห็นวิกฤต จะเห็นสัจธรรมว่า การกระทำจะเป็นอย่างไร แปลว่า คุณโชคดีมากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้มีการลดเงินเดือนเลย ถึงเวลาแล้ว ที่ต้องเสียสละให้กับองค์กร พนักงานต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จะให้ผม (ปราโมทย์) มาจ่ายฟุ่มเฟือย พนักงาน 3 คนทำงานชิ้นเดียว ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้ ผมสื่อให้กับพนักงานได้รับรู้ ดังนั้น การทำงานต้องสูง เพื่อลดต้นทุนลง ผู้รับเหมามาแข่งเรา มาร์จิ้นเราหายไป 5 เปอร์เซ็นต์ เราต้องเอามาร์จิ้นเรากลับมา 5 เปอร์เซ็นต์ให้ได้ เช่น การประหยัด รู้จำนวนรายการสินค้าแต่ละวัน ทุกอย่างต้องไล่ดูแต่ละวัน สิ่งที่เราต้องทำปีนี้ เราทำให้สมาร์ท ดูดี มีกำไร เพื่อแจกจ่ายพนักงาน ดูแลลูกค้าได้ระดับหนึ่ง ไม่ใช่เอามาเยอะ(ออเดอร์) สุดท้ายก็เหนื่อย ซึ่งผมคิดมาเป็นปีกว่า สิ่งที่เราทำ หากทุกอย่างมันดีขึ้น เราก็มาปรับตัวที่หลัง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร”

โดยตัวเลขยอดขายปี 64 ทั้งเครือโฟร์พัฒนา มั่นใจจะทำได้กว่า 400 ล้านบาท แยกเป็นส่วนของบริษัท FOURPATTANA PREMIUM จำกัด รับสร้างบ้านและออกแบบพิเศษระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป คาดปี 64 มียอด 150 ล้านบาท บริษัท โฟร์พัฒนา จำกัด ตัวเลขที่ 180 ล้านบาท บริษัท โฟร์เอ็กซ์ตร้า บิวท์ จำกัด ที่สร้างบ้านและอพาร์ตเมนต์ และบริษัทออกแบบ ที่คาดว่าจะทำรายได้เข้ามาเสริม 30-40 ล้านบาท เป็นต้น

และด้วยภาวะปัญหาแรงงานขาดแคลนนั้น ทางโฟร์พัฒนาฯได้จับมือกับบริษัท แอล จี เอส โซลูชั่นส์ ซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญด้านเทคโนโลยีการก่อสร้าง Pro frame ให้กับโฟร์พัฒนา ได้นำเอาระบบ ProFrame มาใช้ในการก่อสร้างบ้านให้กับลูกค้า ช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดปริมาณคนงานก่อสร้างได้รวดเร็วกว่าถึง 2 เท่าของเวลาที่สร้างจริง คือถ้าเทียบกับระบบก่อสร้างก่ออิฐฉาบปูน ต้องใช้เวลาโครงสร้างถึงประมาณ 150 -180วัน เมื่อรวมงาน Finishing งานพื้น ขอบประตู หน้าต่าง ตกแต่งแล้ว ก็ประมาณ 15 เดือนเสร็จ แต่ถ้าเป็นโครงสร้างเหล็กใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน รวมงาน Finishing ก็จบได้ภายใน 8 เดือนเข้าอยู่ได้เลย

ทั้งนี้ บ้านโครงสร้างเหล็ก เมื่อสร้างตกแต่งแล้ว ไม่ต่างจากบ้านที่ก่ออิฐฉาบปูน ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในงานก่อสร้าง ลดเวลาก่อสร้างลง แต่ลูกค้าต้องเข้าใจ ในเรื่องของความแข็งแรงที่ได้มาตรฐาน แต่เป็นบ้านเหล็ก ซึ่งในส่วนของผนัง จะมี 2 แบบ คือ ผนังภายในบ้าน จะเป็นผนังสำเร็จรูป อินทรี ซุปเปอร์บล๊อก ส่วนผนังภายนอกจะนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งนวัตกรรมจะคล้ายของ HEIM

บ้านโครงสร้างเหล็ก ทำจริงๆจังก่อนโควิด-19 ราคาไม่ถูก แพงกว่าบ้านที่ทำมาจากปูน โดยวิธีการทำ ต้องเอาบ้านโครงสร้างเหล็ก มาดีไซต์ให้ได้ประโยชน์ ในเรื่องของความเย็น ก่อสร้างได้เร็ว มีความแข็งแรง แต่ก็มีข้อเสีย คือ ทั้งลูกค้าและสถาปนิก ต้องคุยกันให้ชัดเจนก่อนลงมือทำ ไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรได้เลย เป็นดีไซน์เฉพาะของลูกค้าแต่ละราย แต่เราก็มีแบบให้เลือก 2-3 แบบเท่านั้น ทำให้เราจะเสนอบริการเป็นแพ็กเกจ ทั้งการออกแบบและดีไซน์ไปพร้อมๆกัน ลูกค้าต้องชี้ให้ชัด ชอบแบบไหน จะวางทีวีตรงไหน วางโคมไฟจุดไหน ต้องคุยละเอียด ตัวบ้านจะต้องพยายามไม่เปิดเยอะ จะเปิดในส่วนที่มีคนเปิด เพราะมีเรื่องระบบกันความร้อนได้ดี และกันเสียง สิ่งเหล่านี้เป็นจุดเด่นที่จะต้องเอาไปใส่ในดีไซน์ให้กับบ้านลูกค้า ตอนนี้ มีลูกค้ามาทำ ราคา 9 ล้านบาท และกำลังทำอีกหลัง บ้านชั้นเดียว เหมือนบ้านในสวนเป็นกิมมิค พื้นที่ 60 ตารางเมตร ใช้เวลาก่อสร้างเพียง 80 วันก็แล้วเสร็จ ราคาประมาณ 1 ล้านบาท มีโอกาสทำตลาด เพียงแต่เราต้องให้ความรู้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ถึงความคงทน อยู่ได้จริง สมบูรณ์จริง ซึ่ง นวัตกรรมโครงสร้างบ้านเหล็ก อย่างบ้าน HEIM ก็รุกเยอะ มีเข้าไปในโครงการของบริษัทแสนสิริ คิดว่าอีกระยะหนึ่ง ถ้าเรื่องแรงงานเกิดขึ้นจริงๆ ก็อาจจะเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค แต่คิดว่าภายใน 10 ปี จะเข้ามาแทนบ้านที่ก่อสร้างด้วยปูน จะยังคงไม่ใช่ แต่หากมีเจ้าของที่ดิน สนใจจะมาร่วมทุนพัฒนาโครงการบ้านโครงสร้างเหล็ก อย่างนี้ เราสน เราขายบ้าน พันธมิตรก็มีรายได้จากการขายที่ดิน”

ในด้านแผนการตลาดของบริษัท FOURPATTANA Pro Frameฯนั้น จะมุ่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่ต้องการก่อสร้างรวดเร็ว เช่น โครงการที่พักตากอากาศ หากต้องจำนวนมากในเวลาอันสั้น ก็สามารถทำได้ และมีการรับประกันโครงสร้างเหล็กไม่เป็นสนิมภายใน 14 ปีถ้าอยู่ตามชายทะเล หรือสามารถไปต่อเติมบนอาคารของโรงเรียนได้ เนื่องจากมีน้ำหนักเบา ปลอดภัย นวัตกรรมเหล่านี้ นอกจากมาช่วยลดปัญหาเรื่องงานแล้ว ยังมาสอดคล้องกับข้อจำกัดของลูกค้าที่ต้องการความเร็ว และสถานที่จำกัด เป็นต้น.

ส่อง 5 ตระกูลใหญ่ ขยับรุกคุมธุรกิจอสังหาฯไทย

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เป็นหนึ่งในธุรกิจที่เป็นที่หมายปองหรือจับตามองของบริษัท หรือนักลงทุนที่มีเงินหรือรายได้ต่อเนื่องจากธุรกิจอื่นๆ เพราะนอกจากจะสามารถสร้างรายได้ทั้งแบบระยะสั้น เช่น โครงการที่อยู่อาศัยแบบขายทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร รวมไปถึงการซื้อ-ขายที่ดิน ยังสร้างรายได้แบบระยะยาว เช่น โรงแรม อาคารสำนักงาน ค้าปลีก เซอร์วิสอพาร์ทเม้นต์

ซึ่งแบบระยะยาวนี้ เป็นการสร้างโครงการขึ้นมาเพื่อเก็บรายได้ระยะยาว อีกทั้งยังเป็นการสร้างหรือสะสมอสังหาริมทรัพย์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทได้อีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีช่องทางในการขายอสังหาริมทรัพย์เหล่านี้ออกไป เพื่อระดมทุนหรือนำเงินทุนที่ลงทุนก่อสร้างไว้กลับมาได้ โดยการขายเข้าทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trust : REIT) หรือที่เรียกกันติดปากว่า “กองรีท” ซึ่งเป็นรูปแบบการขายออกทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการหรือบริษัทจำนวนมากนิยมใช้กันในปัจจุบัน เริ่มเห็นร่องรอยกลุ่มทุนใหญ่จากธุรกิจอื่น

นายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟินิกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแทนซี่ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ตั้งแต่ช่วงก่อนปี 2540 ซึ่งอาจจะมีบางรายที่ชะลอธุรกิจด้านนี้ไป เพราะพิษเศรษฐกิจในช่วงหลังจากปี 2540 แต่บางรายก็อาศัยจังหวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจเข้ามากว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ต่างๆ แล้วต่อยอดพัฒนาขึ้นมาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน เพราะพวกเขามีเงินสดที่ได้จากการขายสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันซึ่งสร้างรายได้มหาศาลแบบรายวัน บริษัทขนาดใหญ่ที่ทุกคนรับรู้ว่าเป็นของตระกูลหรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งซึ่งมีธุรกิจครอบคลุมถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันมีไม่มากนัก ได้แก่

1.กลุ่มซีพี (เครือเจริญโภคภัณฑ์) หรือตระกูลเจียรวนนท์

บริษัทขนาดใหญ่ ที่มีธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่มครอบคลุมทั้งประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก อีกทั้งมีที่ดินเพื่อการเกษตรอีกมากมายทั่วประเทศไทย มีส่วนที่เกี่ยวข้องธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มานานแล้ว มีการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยทั้งบ้านจัดสรร และโครงการคอนโดมิเนียมมายาวนาน เพียงแต่มีการรับรู้ในวงไม่กว้างนัก กลุ่มซีพีใช้บริษัท ซี.พี.แลนด์ จำกัด (มหาชน)

ซึ่งเป็นบริษัทในเครือในการพัฒนาโครงการประเภทนี้ รวมไปถึงอาคารสำนักงานที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัดทั้งหมด นอกจากนี้กลุ่มซีพียังมีโรงแรม ธุรกิจค้าปลีก นิคมอุตสาหกรรม ศูนย์ประชุม ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในด้านอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มซีพีจะเน้นโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีกเพราะพวกเขาเป็นต้นทางในการผลิตสินค้าบริโภคขนาดใหญ่ของประเทศไทย การมีธุรกิจค้าปลีกทุกประเภทเป็นของตนเองจึงเป็นการมีแหล่งกระจายสินค้าเข้าถึงกลุ่มคนซื้อได้แบบครอบคลุมมากที่สุด กลุ่มซีพียังมีที่ดินที่ไม่ได้พัฒนาหรือเป็นที่ดินเพื่อการเกษตรจำนวนมาก

การที่กลุ่มซีพีได้สัมปทานการพัฒนาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเท่ากับที่ดินในมือพวกเขาอีกจำนวนมากกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ยังไม่รวมโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นบนที่ดินที่พวกเขาได้สิทธิ์ในการพัฒนาอย่างที่ดินมักกะสัน นอกจากซี.พี.แลนด์ แล้ว กลุ่มซีพี ยังมีบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น หรือ MQDC แม้ไม่ได้อยู่ในฐานะบริษัทในเครือหรือบริษัทลูกของกลุ่มซีพี แต่การที่ผู้บริหารสูงสุดหรือเจ้าของบริษัทนั้นเป็นคนในตระกูลเดียวกันกับกลุ่มซีพีจึงถูกมองว่ามีความเกี่ยวข้องอย่างเลี่ยงไม่ได้

โดยโครงการ MQDC ที่กำลังดำเนินการ และเป็นโครงการอสังหาฯใหญ่สุดของประเทศไทย ได้แก่ โครงการ “เดอะ ฟอเรสเทียส์” จาก MQDC เป็น Mixed-Use ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 398 ไร่ ทำเลบนถนนบางนา-ตราด กม.7 มูลค่าโครงการสูงถึง 1.25 แสนล้านบาท ประกอบไปด้วยโครงการที่พักอาศัยทั้งบ้านและคอนโดมิเนียม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และขนาดของครอบครัวที่แตกต่างกัน พื้นที่สำนักงาน สปอร์ตคอมเพล็กซ์ กิจกรรมไลฟ์สไตล์ ร้านค้าปลีก ร้านอาหารและเครื่องดื่ม พื้นที่สำหรับกิจกรรมสร้างสรรค์ของครอบครัว และพื้นที่กิจกรรมชุมชนและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่าง ๆ โรงละคร อีเวนต์ฮอลล์ ตลาด โดยหนึ่งในไฮไลต์โครงการมีผืนป่า 30 ไร่ อยู่ในโครงการ

ทั้งนี้ ทางโครงการ“เดอะ ฟอเรสเทียส์” เตรียมเปิด “ฟอเรสต์ พาวิลเลียน” อาคารศูนย์การเรียนรู้สุดอลังการทุ่มเงินลงทุน 1,400 ล้านบาท เพื่อจัดแสดงห้องตัวอย่าง วิสัยทัศน์ และแนวคิดสำคัญในการพัฒนาโครงการผ่าน Immersive Experience ล้ำสมัย ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ experience ระดับโลก โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ 8 พฤษภาคม 2564 เป็นต้นไป พร้อมมอบราคาพิเศษช่วงเปิดโครงการถึง 15 พฤษภาคมนี

2.กลุ่มทีซีซี (ไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น) หรือตระกูลสิริวัฒนภักดี

บริษัทขนาดใหญ่ที่มีกิจการครอบคุลมเครื่องดื่มทั้งแบบมีและไม่มีแอลกอฮอล์ขนาดใหญ่ของประเทศไทยและในอาเซียน กลุ่มนี้คนอาจจะติดภาพลักษณ์ว่าเป็นบริษัทที่ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่จริงๆ แล้วกลุ่มทีซีซีมีกิจการหลายอย่างที่ครอบคลุมทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค

แต่สินค้าที่มีแอลกอฮอล์เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นแห่งความยิ่งใหญ่ของพวกเขา กลุ่มทีซีซีได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการควบรวมกิจการ เทกโอเวอร์บริษัท หรือกว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งซื้ออสังหาริมทรัพย์มีให้เห็นมาตั้งนานแล้ว โดยเฉพาะหลังจากปี 2540 เป็นต้นมา โครงการที่กลุ่มทีซีซีซื้อเข้ามานั้นมีทั้งที่ดินเปล่า อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และโรงแรม กลุ่มทีซีซีเป็นอีกกลุ่มบริษัทที่มีที่ดินเปล่าในครอบครองมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศไทย

โดยมีที่ดินขนาดใหญ่ที่รอการพัฒนาอีกหลายแปลงทั้งที่เกษตร-นวมินทร์ และชะอำ การเข้ามาในธุรกิจอสังหาฯ ของกลุ่มทีซีซีเกิดขึ้นแบบชัดเจน หลังจากที่พวกเขามีทั้งโรงแรม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และมีการพัฒนาโครงการศูนย์การค้าของตนเอง รวมไปถึงโครงการคอนโดมิเนียมที่เกิดจากการร่วมทุนกับกลุมแคปปิตอลแลนด์จากสิงคโปร์ กลุ่มทีซีซีเข้ามายืนในธุรกิจอสังหาฯ แบบเต็มตัวมากขึ้นหลังจากที่พวกเขาเข้าเทกโอเวอร์บริษัท แผ่นดินทองพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) บริษัท ยูนิเวนเจอร์ จำกัด (มหาชน) แกรนด์ ยูนิตี ดีเวลลอปเมนท์ และบริษัทต่างประเทศอย่าง เฟรเซอร์แอนด์นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น)

ซึ่งนอกจากจะมีธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มแล้ว กลุ่มเฟรเซอร์ยังมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็น 1 ในธุรกิจสำคัญของพวกเขา ทำให้กลุ่มทีซีซีมีอสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ และเริ่มพัฒนาโครงการขนาดใหญ่อย่างวันแบงค็อก ล่าสุดกลุ่มทีซีซีก่อตั้งบริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) ขึ้นมาเพื่อบริหารโครงการอสังหาริมทรัพย์บางส่วนในกลุ่มทีซีซี ซึ่งมีทั้งโรงแรม อาคารสำนักงาน ค้าปลีก และเป็นบริษัทที่น่าจับตามองในอนาคต เพราะเชื่อว่าจะมีการถ่ายโอนอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มทีซีซีเข้ามาที่บริษัทนี้มากขึ้น อีกทั้งยังจะมีการซื้ออสังหาริมทรัพย์เข้ามาในครอบครองต่อเนื่องแน่นอน เพราะมีงบประมาณพร้อมอยู่แล้ว

3.กลุ่มเซ็นทรัลหรือตระกูลจิราธิวัฒน์

ธุรกิจค้าปลีกในประเทศไทยตระกูลจิราธิวัฒน์น่าจะเป็นตระกูลใหญ่ที่สุดในธุรกิจนี้ กลุ่มเซ็นทรัลเริ่มต้นกิจการของตนเองจากธุรกิจค้าปลีกซึ่งมีทั้งห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า ก่อนที่จะต่อยอดไปยังอาคารสำนักงานในกรุงเทพมหานคร และโรงแรมทั่วประเทศ

ก่อนที่จะขยายไปซื้อห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และโรงแรมรวมไปถึงการเข้าไปร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เริ่มขยับเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยแบบชัดเจนในปี 2559 หลังจากที่เปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมในจังหวัดเชียงใหม่ ระยอง และขอนแก่น อีกในไตรมาสที่ 1 จากนั้นมีอีกหลายโครงการคอนโดมิเนียมในหลายจังหวัดทั่วประเทศไทย โดยโครงการคอนโดมิเนียมของกลุ่มเซ็นทรัลจะอยู่ในทำเลรอบๆ ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าของเครือเซ็นทรัล

จากนั้นกลุ่มเซ็นทรัลมีการเปิดขายโครงการบ้านจัดสรรโดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า “นิยาม” และ ”นินญา” ซึ่งทั้งโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียมพัฒนาโดยบริษัท ซีพีเอ็น เรสซิเดนซ์ จำกัด ซึ่งปัจจุบันมีโครงการครอบคลุมในหลายทำเลทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดการก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อีกก้าวสำคัญของกลุ่มเซ็นทรัลคือ การเข้าเทกโอเวอร์บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่มจีแลนด์ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลได้โครงการอสังหาริมทรัพย์ และที่ดินของกลุ่มจีแลนด์เข้ามาในกลุ่มอีกหลายโครงการ ทั้งโครงการอาคารสำนักงาน บ้านจัดสรร และที่ดินเปล่า

ซึ่งที่ดินเปล่าที่กลุ่มเซ็นทรัลได้มานั้นทำให้ได้รับการจับตามองมาก เนื่องจากเป็นที่ขนาดใหญ่ตรงสี่แยกถนนพระราม 9 ตัดกับถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเคยเป็นของกลุ่มจีแลนด์ แม้ว่าจะพัฒนาไปแล้วแต่ด้วยที่ขนาดใหญ่กว่า 70 ไร่ทำให้ยังมีที่ดินเหลือรอการพัฒนาอีกในอนาคต และที่ดินขนาด 48 ไร่ ซึ่งอยู่ระหว่างแยกรัชโยธินและห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลได้มาจากการเทกโอเวอร์จีแลนด์ และการซื้อหุ้นอีก 50% ในบริษัท เบย์วอเตอร์ จำกัด จากบริษัทบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ทำให้เซ็นทรัลได้ที่ดินทั้งแปลงมาเป็นกรรมสิทธิ์

และในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทางกลุ่มเซ็นทรัล ยังคงเดินหน้าลงทุนในทำเลศักยภพา โดยในปี 2564 บริษัทฯยังคงเดินหน้าเปิดโครงการตามแผนที่วางไว้ 3 โครงการ รวมมูลค่าโครงการกว่า 13,900 ล้านบาท ได้แก่ เซ็นทรัล อยุธยา มูลค่า 6,200 ล้านบาท เซ็นทรัล ศรีราชา มูลค่า 4,200 ล้านบาท และเซ็นทรัล จันทบุรี มูลค่า 3,500 ล้านบาท

ซึ่งการเปิดโครงการทั้ง 3 แห่ง (มิกซ์ยูส) จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งเสริมศักยภาพจังหวัดที่ไปลงทุน และคาดว่าจะมีอัตราการจ้างงานให้กับคนในท้องถิ่นกว่า 1 หมื่นคน โดยทั้ง 3 จังหวัดที่เซ็นทรัลพัฒนาเปิดโครงการ ถือเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ ที่มีโอกาสการเติบโตอีกมาก โดยเฉพาะกำลังซื้อในเมืองท่องเที่ยวและเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี

4.กลุ่มสิงห์ หรือตระกูลภิรมย์ภักดี

บริษัทที่มีรายได้หลัก จากการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำดื่มรายใหญ่ของประเทศไทย ก่อนที่จะขยายธุรกิจออกมาครอบคลุมธุรกิจอื่นๆ มากขึ้น แต่ก็ยังไม่มีธุรกิจอสังหาฯแบบชัดเจน เป็นเพียงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัทเท่านั้น ทั้งการเข้าซื้อกิจการโรงงานต่างๆ ก็เป็นการต่อยอดจากธุรกิจที่มีอยู่ทั้งสิ้นการเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่มสิงห์สามารถเห็นได้ชัดเจนเมื่อพวกเขาเข้าเทกโอเวอร์บริษัท รสา พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2557 จากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)

และหลังจากนั้น กลุ่มสิงห์ ก็เริ่มพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ภายใต้ชื่อบริษัท สิงห์เอสเตท จำกัด (มหาชน) ออกมาต่อเนื่อง รวมไปถึงโครงการที่ได้จากการเทกโอเวอร์รสาบางส่วน โดยโครงการที่เกิดขึ้นหลังจากนี้มีทั้งโครงการคอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า(ขนาดเล็ก) นอกจากนี้ยังเข้าเทกโอเวอร์หรือเข้าซื้อกิจการอีกหลายแห่งต่อเนื่องกัน ซึ่งมีผลให้พวกเขาเป็นเจ้าของอาคารสำนักงานเพิ่มเติม และยังมีการพัฒนาโครงการอาคารสำนักงานใหม่ของพวกเขาเองอีกด้วยในส่วนของโครงการที่อยู่อาศัยก็มีการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมออกมาต่อเนื่องทั้งในระดับราคาแพง และระดับกลาง รวมไปถึงโครงการบ้านจัดสรรราคาแพงในกรุงเทพมหานครอีกด้วย

การเข้าซื้อกิจการโรงแรมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เป็นอีก 1 รูปแบบธุรกิจที่พวกเขาดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากที่เริ่มดำเนินกิจการ โดยในตอนนี้พวกเขามีโรงแรมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศรวมทั้งหมด 39 แห่ง ภายใต้การบริหารโดยบริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กลุ่มสิงห์อาจจะเป็นกลุ่มบริษัทที่มีการลงทุนค่อนข้างชัดเจนในธุรกิจโรงแรม คอนโดมิเนียม และอาคารสำนักงาน อีกทั้งยังมีทิศทางในอนาคตที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจะขยายการลงทุนเพิ่มต่อไป

โดยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ สิงห์ เอสเตทฯ ได้ปรับทัพธุรกิจครั้งใหญ่ โดยมี คีย์แมน “ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์” มาขับเคลื่อนองค์กรไปสู่หมายสำคัญ ซึ่งการลงทุนในรูปแบบใหม่ของบริษัทสิงห์ จะเบนเข็มไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพ ได้แก่ ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า ธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่น ๆ ตามเป้าหมายหมาย สิงห์ เอสเตท มั่นใจที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าตัว จากรายได้ตัวเลข 6,500 ล้านบาทในปี 2563 มุ่งสู่เป้ารายได้ 20,000 ล้านบาท/ปี ภายในระยะเวลา 3 ปี (2564-2566)

ล่าสุด บริษัทสิงห์ เอสเตทฯ ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเข้าซื้อหุ้นสามัญ 30% ในโรงงานผลิตไฟฟ้าและความร้อนร่วม (cogeneration power plant) ขนาดใหญ่จำนวน 3 แห่ง ซึ่งมีกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้ารวมกัน 400 เมกะวัตต์ โดยเป็นสิทธิซื้อที่ราคาพาร์ คิดเป็นมูลค่าการลงทุนรวมทั้งสิ้น 1,392 ล้านบาท

5.กลุ่มบีทีเอสหรือตระกูลกาญจนพาสน์

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ คีรี กาญจนพาสน์ เป็นบริษัทที่เป็นผู้ได้รับสัมปทานเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว เส้นทางรถไฟฟ้าเส้นทางแรกของประเทศไทย ก่อนหน้านี้พวกเขาใช้ชื่อว่า บริษัท ธนายง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่พัฒนาโครงการธนาซิตี้ โครงการที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่บนถนนบางนา-ตราด ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ในปี 2553 บริษัทนี้มี 4 ธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจระบบขนส่งมวลชน ธุรกิจสื่อโฆษณา ธุรกิจบริการ และธุรกิจพัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศในส่วนธุรกิจพัฒนาและลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ

ดำเนินการโดยบริษัท ยูซิตี้ จำกัด (มหาชน) ซึ่งก่อนหน้านี้คือ บริษัท แนเชอรัลพาร์ค จำกัด (มหาชน) ซึ่งเข้ามาอยู่ภายใต้กลุ่มบีทีเอสในปี 2558 และมีโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การบริหารและพัฒนาของยูซิตี้หลายโครงการ ทั้งโครงการโรงแรมในประเทศไทยและต่างประเทศ อาคารสำนักงานที่เปิดให้บริการมานานแล้ว และที่กำลังก่อสร้างใหม่ รวมไปถึงโครงการที่อยู่อาศัยที่กลุ่มบีทีเอส โดยบริษัท ยูซิตี้ ที่ก่อนหน้านี้ เข้าไปร่วมทุนพัฒนากับบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) (แต่ในปัจจุบัน โครงการร่วมทุนพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมกับแสนสิริ หยุดลง ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ และสภาพตลาดคอนโดฯที่ยังอยู่ล้นตลาด)

นอกจากนี้ บีทีเอส ยังเข้าซื้อหุ้นบางส่วนในบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) เพื่อต่อยอดพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ร่วมกันแถวบางนา–ตราด บริษัท ยูซิตี้ จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมทุนในการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมร่วมกับบริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (หนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ สัดส่วน 9.30%) จำนวน 4 โครงการในปี 2564 รวมไปถึงการเข้าซื้ออาคารสำนักงานของโนเบิลก่อนหน้านี้ด้วย และอาจจะมีอีกหลายโครงการในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซที่ร่วมทุนกับฮ่องกงอีกด้วยถ้าพิจารณาเป็นตระกูลแล้ว ตระกูลกาญจนพาสน์ยังมีอีก 1 ฝั่งที่ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มายาวนาน คือ บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นของคุณอนันต์ กาญจนพาสน์ ผู้พัฒนาโครงการเมืองทองธานี และอิมแพ็ค เมืองทองธานีในปัจจุบัน พื้นที่ครอบคลุมกว่า 4,000 ไร่ มีทั้งคอนโดมิเนียม บ้านจัดสรร อาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน ศูนย์แสดงสินค้า โรงแรม สนามกีฬา โรงแรม ทิศทางของเมืองทองธานีกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นหลังจากหมดโควิด-19 น่าจะมีการขยายตัวต่อเนื่องอีก เพราะมีเส้นทางรถไฟฟ้าต่อขยายจากสายสีชมพูเข้ามาในเมืองทองธานีอีก 2 สถานี

ทั้ง 5 กลุ่มบริษัท 5 ตระกูลก็ครอบคลุมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยไปได้ไม่น้อยแล้ว ซึ่งในปัจจุบันยังมีตระกูลอื่นๆ ที่อาจจะยังไม่ชัดเจนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น ตระกูลโชควัฒนากลุ่มสหพัฒน์ที่มีการลงทุนทั้งโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นต์ คอมมูนิตี้มอลล์ที่ศรีราชา ตระกูลมหากิจศิริที่เริ่มขยับเข้าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น มีการเปิดขายโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการโดยใช้บริษัท เดอะ เนสท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่ได้รุ่นลูกของตระกูลมาเป็นผู้บริหาร รวมไปถึงตระกูลอื่นๆ ถ้ามีการขยับขยายเข้ามาในธุรกิจอสังหาฯ ตามกันต่อเนื่องในอนาคต